Features | Security

love slot: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

bigwin168 slotxo1️⃣M98,นายอาทิตย์ กล่าวว่า ทิศทางภาพรวมอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างปี 2559 จะค่อยๆฟื้นตัวกลับมาดีกว่าปี 2558 ที่ผ่านมา โดยเป็นผลจากภาครัฐมีแผนกระตุ้นและขับเคลื่อนโครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่มีความล่าช้าเป็นอย่างมากในช่วงก่อนหน้านี้ การดำเนินนโยบายดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างภาคเอกชนมีโอกาสในการรับงานมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มกลับมาลงทุนในโครงการใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ทั้งสองปัจจัยจะทำให้ภาคธุรกิจคอนกรีต วัสดุก่อสร้าง ได้รับผลดีด้วยเช่นกัน ช่วงนี้ประเด็นกดดันยังคงมาจากกรณีธนาคารกลางจีนวางแผนอัดฉีดเงินมูลค่า 1.30 แสนล้านหยวน หรือ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ทุกสกุลในภูมิภาคพากันอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วงนี้คงต้องติดตามเรื่องจีนเป็นหลักและคืนพรุ่งนี้จะมีตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ นักบริหารเงินกล่าว ขณะที่คาดว่าวันนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 36.20-36.50 บาท/ดอลลาร์,นายปิยะ กล่าวต่อว่า บริษัทคาดว่ารายได้จากธุรกิจให้บริการรถรับส่งพนักงานจะขึ้นไปแตะระดับ 500 ล้านบาท ใน 5 ปี (ปี 58-62) โดยรายได้จะมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 15-30% ซึ่งบริษัทมีแผนการขยายลูกค้าอย่างต่อเนื่องซึ่งถือว่าราคาวัตถุดิบถูกลง จึงสะท้อนมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ที่ยอดขายทรงๆ แต่อัตรามาร์จิ้นท์กำไรกลับดีขึ้น และคาดว่าผลกำไรทั้งปียังออกมาแจ่มสรัส ทำให้ค่า PE อยู่เพียง 11 เท่า ต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี ถ้าให้ PE 15 เท่าราคาเหมาะสมจากผลประกอบการปี 58 ควรจะอยู่ราว 9.75 บาท เงินบาททรงตัวระหว่างรอรายงานประชุมเฟดคืนนี้。 นายสมพล เอกธีรจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีซ อิท จำกัด (มหาชน) หรือ LIT เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 59 บริษัทฯตั้งเป้าหมายสินเชื่อรายได้และกำไรเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ทั้งในแง่ของยอดสินเชื่อคงค้าง (Portfolio) รายได้และกำไรสุทธิตามแผน 3 ปี (2557-2559) นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดฯTVD (ราคาปิดภาคเช้า 1.11) ฮั่งเส็งปิดดิ่ง 647.47 จุด เหตุวิตกสถานการณ์จีนในส่วนของการรับชมรายการพบว่า ค่าความนิยม (เรตติ้ง) ช่องรายการฟรีทีวีในระบบดิจิตอลเดือนธันวาคม 2558 ได้แก่ ช่อง 5 เรตติ้ง 0.071, ช่อง NBT เรตติ้ง 0.046, ช่องไทยพีบีเอส เรตติ้ง 0.122, ช่องโทรทัศน์รัฐสภา เรตติ้ง 0.001, ช่อง 3FAMILY เรตติ้ง 0.132, ช่อง MCOT KIDS FAMILY เรตติ้ง 0.029, ช่อง MVTV FAMILY เรตติ้ง 0.000, ช่อง TNN24 เรตติ้ง 0.051, ช่อง THAI TV เรตติ้ง 0.000, ช่อง NEW TV เรตติ้ง 0.060, ช่อง SPRING NEWS เรตติ้ง 0.050, ช่อง BRIGHT TV เรตติ้ง 0.025, ช่อง VOICE TV เรตติ้ง 0.022, ช่อง NATION เรตติ้ง 0.057, ช่อง WORKPOINT TV เรตติ้ง 0.590, ช่อง TRUE4U เรตติ้ง 0.134, ช่อง GMM CHANNEL เรตติ้ง 0.076, ช่อง NOW TV เรตติ้ง 0.061, ช่อง CH8 เรตติ้ง 0.449, ช่อง 3SD เรตติ้ง 0.220, ช่อง MONO 29 เรตติ้ง 0.373, ช่อง MCOT HD เรตติ้ง 0.183, ช่อง ONE HD เรตติ้ง 0.246, ช่อง THAIRATH TV เรตติ้ง 0.120, ช่อง 3 HD เรตติ้ง 1.876, ช่อง AMARIN TV เรตติ้ง 0.072, ช่อง 7 HD เรตติ้ง 2.305 และช่อง PPTV เรตติ้ง 0.081bigwin168 slotxo1️⃣M98,อย่างไรตาม ปัจจัยที่ยังคงกดดันดัชนีตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง คือธนาคารกลางสหรัฐยืนยันจะดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในปีนี้ เมื่อพิจารณาถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การจ้างงานและเงินเฟ้อที่ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นซึ่งส่งผลต่อFund flow การที่เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องรวมทั้งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับลงจากภาวะอุปทานล้นตลาดADVANC Support 131 Resistance 149 / 154 Cut loss 130หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง หลังจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี โดยหุ้นรอยัล ดัทช์ เชลล์ และหุ้นบีจี กรุ๊ป ต่างก็ร่วงลงกว่า 2%, หุ้นบริษัทที่เป็นซัพพลายเออร์อุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีให้กับบริษัทแอปเปิล อิงค์ ร่วงลงถ้วนหน้า หลังจากนิตยสารนิกเกอิ เอเชีย รีวิว เปิดเผยว่า แอปเปิลเล็งลดการผลิต iPhone รุ่นล่าสุด ได้แก่ iPhone 6s และ 6s Plus ลง 30% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ทั้งนี้ หุ้นไดอะล็อก เซมิคอนดัคเตอร์ ร่วงลง 5.6% หุ้นเอเอ็มเอส เอจี และหุ้นเออาร์เอ็ม โฮลดิงส์ ต่างก็ปรับตัวลงอย่างน้อย 3%เมื่อวานนี้ มีการรายงานว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของจีนในเดือนธ.ค. ซึ่งมาร์กิตจัดทำร่วมกับไฉซิน ลดลงแตะ 50.2 จากระดับ 51.2 ในเดือนพ.ย. หลังจากเมื่อต้นสัปดาห์ ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีน ซึ่งมาร์กิตจัดทำร่วมกับไฉซินในเดือนธ.ค.ลดลงสู่ระดับ 48.2 จาก 48.6 ในเดือนพ.ย. ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจจีนที่ย่ำแย่ เกาหลีเหนือเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบระเบิดไฮโดรเจน ซึ่งถือเป็นการทดสอบด้านนิวเคลียร์ครั้งที่ 4 ของประเทศ ก่อนที่จะถึงวันเกิดของนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือในสัปดาห์นี้ ส่วนการจัดซื้อรถโดยสารที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 489 คัน ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น คณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน( TOR ) และร่างเอกสารการประกวดราคา จะประชุมเพื่อทบทวนเงื่อนไข TORเพื่อทบทวน TOR วันที่ 11 ม.ค.นี้ ซึ่งหลักๆ จะมีการปรับปรุงในส่วนที่มีการตั้งสังเกต ซึ่งขสมก.จะใช้ราคาตัวรถจากผลการประมูลครั้งที่แล้ว ที่คันละ 3.55 ล้านบาท ส่วนค่าซ่อมบำรุงเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยจะสรุปTOR ในปลายเดือนม.ค. และเปิดประมูลในก.พ. ทำสัญญาเดือนเม.ย. และเริ่มรับรถในเดือนส.ค.2559 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 (ต.ค.-พ.ย.58) ว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 355,757 ล้านบาท ในขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 607,129 ล้านบาท รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 208,169 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2558 มีจำนวนทั้งสิ้น 346,428 ล้านบาทคำแนะนำของ ASLซื้อเมื่อยืนแนวรับ 152.50 ผ่านยืน 155 เป็นสัญญาณซื้อ อย่างไรก็ตามจากนโยบายรัฐบาลที่จะให้ปตท. ยังคงอุดหนุนราคา NGV สำหรับรถสาธารณะที่จะยังคงตรึงราคาไว้ที่ระดับ 10 บาท/กก.นั้น คาดว่าปตท.จะยังคงรับภาระอยู่ราว 230 ล้านบาท/เดือน ซึ่งจะทำให้ภาระการอุดหนุน NGV ของปตท.โดยรวมลดลงจากในอดีต ขณะทีหากกระทรวงพลังงานจะใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนราคา NGV ในอนาคต ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี,ณ เที่ยงวันนี้ ตามเวลาโตเกียว ดอลลาร์ซื้อขายที่ระดับ 117.99-118.00 เยน เมื่อเทียบกับ 118.45-118.55 เยนที่ตลาดนิวยอร์ก และ 118.73-118.75 เยนที่ตลาดโตเกียว ณ เวลา 17.00 น. เมื่อวานนี้บริษัท บางกอกโพลีเอสเตอร์ ประเทศไทย เพื่อให้เกิดการควบรวมธุรกิจ PETและเอื้อให้การจัดการห่วงโซ่อุปทานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจากการบริโภค PTA ภายใน ,บริษัท Performance Fiberในประเทศจีน ถือครองแบรนด์เส้นใยโพลีเอสเตอร์สำหรับยางในรถยนต์ที่มีชื่อเสียงยาวนานในตลาดที่มีตัวเลขการเติบโตของรถยนต์สูงสุด และเอื้อให้การจัดการห่วงโซ่อุปทานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจากการบริโภค PETภายใน,บริษัท Polyplex PETประเทศตุรกี ส่งผลให้เกิดการบูรณาการในธุรกิจ PETซึ่งเป็นธุรกิจหลักในตลาดเกิดใหม่และขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุมทวีปยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกามากยิ่งขึ้น , คืนนี้ สหรัฐฯ จะมีการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนพ.ย., ตัวเลขการจ้างงานเดือนธ.ค., ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(PMI) ภาคบริการเดือน ธ.ค. และคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) จะเปิดเผยรายงานการประชุมของวันที่ 15-16 ธ.ค.ที่ผ่านมานอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน และรายงานเกี่ยวกับแรงสั่นสะเทือนคล้ายแผ่นดินไหวในเกาหลีเหนือซึ่งจุดชนวนการคาดการณ์ว่า เกาหลีเหนืออาจจะทดสอบอาวุธนิวเคลียร์TISCO (TP*48.0) : Support 41.25/40.25 Resistant 43.50/45.50。

มีหลายปัญหา ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นปัญหาจากกติกาของรัฐ ก็ต้องต่อให้ แต่ถ้าเป็นปัญหาที่เอกชน อย่างเราให้ PPA ไปตั้งแต่ 30 กรกฎาคม แต่มาลงทุนติดตั้งล่าช้าอันนี้ก็ไม่ควร ต้องดูเป็นกรณีๆไป หรือตั้งใจจะนำ PPA ไปขายต่อ..กำลังรอตัวเลขจากกฟภ.สรุปให้ หลังจากนั้นกกพ.ก็จะส่งข้อมูลให้กับรัฐมนตรี คาดว่าภายในอาทิตย์หน้ารัฐมนตรีจะเรียกพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง แหล่งข่าว กล่าว, ATP30 ตั้งเป้ารายได้ปี 59 โตไม่ต่ำกว่า 15% จากราว 270 ลบ.ปีก่อนขณะที่ประชาชนอีก 20.78% ระบุว่า ได้รับประโยชน์จากมาตรการช้อปช่วยชาติ เพราะมีรายได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี และทำให้ได้รับส่วนลดภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ได้หักลดหย่อนอยู่แล้ว ราคาปิด 1.56 แนวรับ 1.55-1.52 แนวต้าน 1.60-1.62 , 1.64-1.67OCEAN ฮั่งเส็งเปิดร่วง 208.21 จุด เหตุวิตกเศรษฐกิจจีนซบเซา,Srivichaivejvivat (VIH TB; THB 5.75) ซื้อVIH (รับ 5.70 ต้าน 6.20 Cut 5.50)、อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อมั่นว่าด้วยการบริหารจัดการที่ดี การพัฒนาบุคลากร พัฒนาระบบการดำเนินงานด้านการควบคุมการเดินรถ และเพิ่มสัดส่วนการให้บริการด้วยรถโดยสารของบริษัท ส่งผลให้รายได้ของบริษัทเติบโตใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้ที่ราว 310 ล้านบาท เติบโตไม่น้อยกว่า 15% จากราว 270 ล้านบาทในปีก่อนบริษัทซาอุดิ อาระเบียน ออยล์ ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ประกาศปรับลดราคาน้ำมันดิบสำหรับลูกค้าทางตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรปลงบาร์เรลละ 0.60 ดอลลาร์ และลดราคา 0.20 ดอลลาร์สำหรับลูกค้าในแถบเมดิเตอร์เรเนียน สำหรับงวดส่งมอบเดือนก.พ. ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านมองว่า การกระทำของซาอุดิอาระเบียเป็นการแข่งขันกับอิหร่าน ซึ่งกำลังกลับเข้าขายน้ำมันในตลาดโลก หลังชาติตะวันตกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร เกาะติดหุ้นเด็ด เด็กแนว ราคาปิดประจำวันที่ 6 ม.ค. 581) เงินปันผล 5.5-6.0 บาท สำหรับผลการดำเนินงาน ครึ่งปีหลัง หรือ Dividend Yield 4-4.5%,ดัชนี SET ช่วงเช้าปิดลบ 1,240.65 (-19.39 จุด,-1.54%) กรอบ 1231 -1244 มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 24,234 ลบ. เรียงลำดับมูลค่าการซื้อ ICT ENERG BANK TRANS CONMAT HELTH COMM PROP ตามลำดับกลุ่มหลักที่ปรับตัวขึ้นหนุนตลาดได้แก่ ICT +2.4%, ท่องเที่ยว +1.0%, พาณิชย์ +0.6% ในขณะที่ วัสดุก่อสร้าง -1.9%, อาหาร -1.1% ปรับตัวลงกดดันตลาด ด้านค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ใกล้ระดับ 36.20 บาท ราคาทองคำปิดพุ่งเกือบ 16 ดอลล์! ตลาดหุ้นร่วงหนุนแรงซื้อส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 70.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 92.4?ทั้งนี้ ธนาคารกลางจีนประกาศอัดฉีดเงินมูลค่า 1.30 แสนล้านหยวน หรือ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่ระบบการเงินเมื่อวานนี้ เพื่อลดความตื่นตระหนกของนักลงทุน หลังจากที่ตลาดหุ้นจีนถูกกระหน่ำขายอย่างหนักจนเป็นเหตุให้ต้องใช้ระบบเซอร์กิต เบรกเกอร์ เพื่อลดความผันผวนของตลาดAAV มีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 5.50 บาท และมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ 6 บาท (จุด Stop Loss อยู่ที่ 5.10 บาท)ในช่วงแรกนั้น ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดดีดตัวขึ้น เพราะได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ อย่างไรก็ตาม ดัชนีนิกเกอิอ่อนแรงลงในเวลาต่อมา เนื่องจากเงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ท่ามกลางบรรยากาศการเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยงCI ซื้อ ราคาหุ้นดีดฟื้นตัวขึ้นกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือนได้ สอดคล้องกับเครื่องมือ MACD ชี้ตัด Signal ขึ้นพลิกกลับมาเป็นบวกได้วันแรก เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่ 2.46 บาท และแนวต้านถัดไปที่ 2.60 บาท ทั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 ในสัปดาห์นี้ที่จีนประกาศใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของตลาด โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างหนักนั้น มาจากการที่ธนาคารกลางจีนปรับลดค่ากลางเงินหยวนลงสู่ระดับระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีในวันนี้ แนวรับ : 46.50 และ 40.00。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?