China, What's Next?

หวย งวด ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562: China’s Challenges: Environment

ผล สลากกินแบ่ง 16, TGPRO คาดปี 59 พลิกกำไร-ล้างขาดทุนสะสม-เล็งกลับมาปันผลในรอบหลายปีส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/58 คาดว่ากำไรและรายได้จะต่ำกว่าไตรมาส 3/58 เนื่องจากเป็นช่วงโลซีซั่นของธุรกิจรถยนต์เพราะมีวันหยุดยาว อีกทั้งงานแม่พิมพ์ล๊อตใหญ่ที่บริษัททำให้กับฟอร์ดหยุดการใช้งานไปแล้ว ทำให้ไม่มีกำไรพิเศษเข้ามา 3-4 ล้านบาทเหมือนในไตรมาส 3/58 ซึ่งนับว่าเป็นไตรมาสที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดของปีนี้,สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า ดัชนี Stoxx Europe 600 ปรับลง 0.3% ปิด (10 ธ.ค.) ที่ 363.21 จุด, ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,088.05 จุด ลดลง 38.63 จุด, -0.63%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 10,598.93 จุด เพิ่มขึ้น 6.44 จุด หรือ +0.06% และดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,635.06 จุด ลดลง 2.39 จุด, -0.05%、โดยเป็นการปรับตัวลงตามตลาดหุ้นภูมิภาค ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง กดดันหุ้นกลุ่มพลังงานทั่วโลกและ Dow Jones ปรับลดลง 1.7% เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคามีการพักตัวลงมาใกล้แนวรับ 19.10 บาท ซึ่งหากราคาหลุดแนวรับนี้ จะเกิดการเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลงขณะเดียวกัน Indicators ได้ให้สัญญาณลบปกคลุม จึงถือว่าราคามีความเสี่ยงที่จะหลุดแนวรับลงมาโดยบริษัทได้ประการเพิ่มทุนจัดสรรเพื่อรองรับการใช้สิทธิของหลักทรัพย์แปลงสภาพให้กับผู้ถือหุ้นสามัญเดิม จำนวนหุ้นที่จัดสรร 400,000,000 หุ้น อัตราส่วน (เดิม : ใหม่) : 1 : 1 ที่ราคาจองซื้อ 1 บาทต่อหุ้น วันจองซื้อและชำระค่าหุ้น 4 ม.ค. 59 ถึงวันที่ 8 ม.ค. 59 วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น 14 ธ.ค. 2558 วันปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้ถือหุ้น 15 ธ.ค. 2558สำหรับวันที่ไม่ได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (XR) 9 ธ.ค. 2558มูลค่าที่ตราไว้ (Par)(บาทต่อหุ้น) : 0.50 ดาวโจนส์ปิดลบ 75 จุด จากคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ยทั้งนี้ จากภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ชะลอตัวประกอบกับการเลิกเปลี่ยนโมเดลของรถกระบะไฮลักซ์วีโก้ ทำให้รายได้ของบริษัทหายไปปีละ 200-300 ล้านบาท นอกจากนี้ฟอร์ดซึ่งเป็นลูกค้าใหม่ได้มีการดำเนินงานล่าช้าส่งผลให้รับรู้รายได้การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้ฟอร์ดได้เพียง 4 เดือน ส่งผลกระทบไปถึงกำไร ทำให้คาดว่ากำไรสุทธิปีนี้ต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อย โดยปี 57 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 19.45 ล้านบาท ซึ่ง 9 เดือนที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรแล้ว 14.14 ล้านบาทและหุ้นที่มีการขายสุทธิผ่านไทย เอ็นวีดีอาร์มากที่สุด 20 อันดับแรก หากพิจารณาจากจำนวนหุ้นที่ขายสุทธิ ได้แก่นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในช่วงก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ ด้านเทรดเดอร์คาดว่าการตัดสินใจของเฟดจะส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันซึ่งซื้อขายเป็นเงินสกุลดอลลาร์มีราคาสูงขึ้นและขาดแรงดึงดูดสำหรับนักลงทุนที่ถือครองเงินสกุลอื่นๆ สำนักข่าวซินหัวรายงาน PTT28P1602A +21.0% (PTT -3.9%)ทั้งนี้อาจมีความเป็นไปได้ที่สต็อกน้ำมันดิบจะไม่เพิ่มมากไปกว่าที่ตลาดคาดไว้ ด้วยเพราะ API ซึ่งเป็นหน่วยงานของเอกชนของสหรัฐ ได้รายงานเมื่อคืนว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐดิ่งลง 1.9 ล้านบาร์เรลAAV ราคาปิด 4.54 บาท ธนาคารกลางจีนกำหนดอัตราอ้างอิงสกุลเงินหยวนให้อยู่ที่ระดับที่อ่อนตัวที่สุดในรอบ 4 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสื่อต่างประเทศมองว่าเป็นการเตรียมรับมือกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED), ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,280.92 จุด ลดลง 16.90 จุด หรือ 1.30% มูลค่าการซื้อขาย 48,073.22 ล้านบาท、ตรวจ ผล ฉลาก วัน นี้ 1 ก พ 63、คาดดัชนีมีแนวโน้มทรงตัวบริเวณแนวรับ 1,290 จุด แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ยังปรับตัวลดลงทำให้แรงรีบาวด์ยังจำกัด อย่างไรก็ดี เราคาดว่าในช่วงท้ายตลาดจะมีแรงซื้อจากแรงซื้อ LTF ซึ่งจะช่วยหนุนให้ตลาดสามารถทรงตัวบริเวณแนวรับได้ สำหรับกลุ่มที่แนะนำให้สะสมคือกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยคาดหวังว่าจะเป็นกลุ่มที่เด่นที่สุดในปี 59 จากการเร่งลงทุนจากภาครัฐ?IMPACT(+) AOT CPALL BH CPN DELTA PTTEP TKN IRPC SPRC BA THAI BEC TMB TPIPL TTW SPALI DIFยังไงก็ตามหุ้นถ้ามีดีซ่อนอยู่ก็ย่อมไม่มีคนทิ้งหุ้น จุดเด่นของอาซิ้มรอบนี้คือ กำไรที่ทุบสถิติสูงสุด ผลงานใน ไตรมาส3 พุ่งแรง 666% เลขสวย เลขรวยอะไรขนาดนั้น และใน ไตรมาส4 โอกาสกำไรโดดเด่นไม่แพ้กันเป็นงานบำรุงรักษาเรือของหน่วยงานในประเทศ คาดว่ากำไรเติบโตขึ้นอีกกว่าปีก่อนไม่น้อยกว่า 60% และกำไรทั้งปี 58 ไม่น้อยกว่า 160 ล้านบาท 。

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นมาตรวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกัลสกุลเงินอื่นๆลดลง 0.41% มาอยู่ที่ 97.542ดอลลาร์ปรับตัวลดลงถึงแม้ว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.3% เช่นกันในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI จะทรงตัวในเดือนพ.ย. ส่วนดัชนี PPI พื้นฐานจะเพิ่มขึ้น 0.1%ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือTAKUNIปิดตลาดวันนี้ราคาอยู่ที่ 4.98 บาท ลบ 5.02 บาท หรือ 50.20% สูงสุดที่ 5.10 บาท ต่ำสุดที่ 4.92 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 9.70 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมลบ 0.70%,CPALL มูลค่าการซื้อขาย 2,803.00 ล้านบาท ปิดที่ 41.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงขณะที่แพทย์หญิงพัฎ ทยอยเข้าซื้อหุ้น VIH เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. จำนวน 7.43% และวันที่ 4 ธ.ค. จำนวน 2.85% ส่งผลถือหุ้น VIH เพิ่มเป็น 16.11% DTAC ส่งแคมเปญ 4G เฟสติวัล พร้อมสมัครแพ็กเกจ ฟรีสมาร์ทโฟนหรือส่วนลดค่าเครื่องTCAP ราคา 33.75,ราคาปิด 2.12 แนวรับ 2.10-2.04 แนวต้าน 2.20-2.24 , 2.28-2.30ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวขึ้นเทียบกับสกุลเงินเยนที่ 121.62 เยน จาก 121.34 เยน และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9891 ฟรังก์ จาก 0.9838 ฟรังก์ ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียปรับขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 0.7289 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7234 ดอลลาร์โครงการของขวัญชิ้นที่ 2 คือ ตลาดชุมชน เป็นการดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายส่งเสริมการดำเนินการด้านการตลาดภายในประเทศ โดยกรมการค้าภายในร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดโครงการตลาดต้องชม เพื่อยกระดับตลาดชุมชนในท้องถิ่นให้มีอัตลักษณ์และสะท้อนวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งจะเชื่อมโยงกับโครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาดของ ททท. มีเป้าหมายจะเพิ่มจำนวนให้ได้ 77 แห่ง ทั่วประเทศภายในปี 59 และจำนวน 231 แห่งภายในปี 61 เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นตามนโยบายรัฐบาล ,ระยะกลางราคาผันผวนในกรอบลักษณะสามเหลี่ยมดังภาพ ล่าสุดราคาเริ่มดีดตัวขึ้นมาจากขอบล่างขึ้นมาแล้ว ทำให้สั้นๆ อาจดีดขึ้นต่อได้ถึงบริเวณขอบบนที่ 4.78 บาท แนะนำเก็งกำไรขึ้นไปถึงแนวต้านที่ 4.78 บาท และ Stop Loss หากปรับตัวลงต่ำกว่า 4.30 บาทIMPACT(+) AOT CPALL BH CPN DELTA PTTEP TKN IRPC SPRC BA THAI BEC TMB TPIPL TTW SPALI DIF เงินบาทอ่อนค่าจากเย็นวันพุธตามปัจจัยของตลาดโลกที่ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก นักบริหารเงิน ระบุคาดดัชนีมีแนวโน้มทรงตัวบริเวณแนวรับ 1,290 จุด แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ยังปรับตัวลดลงทำให้แรงรีบาวด์ยังจำกัด อย่างไรก็ดี เราคาดว่าในช่วงท้ายตลาดจะมีแรงซื้อจากแรงซื้อ LTF ซึ่งจะช่วยหนุนให้ตลาดสามารถทรงตัวบริเวณแนวรับได้ สำหรับกลุ่มที่แนะนำให้สะสมคือกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยคาดหวังว่าจะเป็นกลุ่มที่เด่นที่สุดในปี 59 จากการเร่งลงทุนจากภาครัฐอย่างไรก็ดี ในปีหน้าบริษัทจะแบ่งรูปแบบธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ที่ยังคงเติบโตได้ดี ซึ่งบริษัทได้ iHealth ที่เป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพแบบพกพาที่เป็นนวัตกรรมใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งจะมีสัดส่วนรายได้ในปีหน้า 35% จากปีนี้ที่ 55% ,ธุรกิจคลีนิคความงาม หรือวุฒิศักดิ์คลีนิค โดยปัจจุบันมีสาขาในประเทศทั้งหมด 125 สาขา ซึ่งในปีหน้าจะเน้นรุกตลาดกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม (CLMV) มากขึ้น ซึ่งจะมีสัดส่วนรายได้ในปีหน้า 45% ซึ่งเท่าปีนี้,โดยมีลักษณะงานก่อสร้างประกอบด้วย ออกแบบ จัดหา พร้อมติดตั้งเคเบิลใยแก้วนำแสงแบบ Figure 8 Corrugated Steel Tape Amour ชนิด G.652D ขนาด 24 Cores จำนวน 50 เส้นทาง รวมระยะทาง 1,140 กิโลเมตรมูลค่างาน 116,683,500 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)ระยะเวลาก่อสร้าง 300 วัน,คาดดัชนีมีแนวโน้มทรงตัวบริเวณแนวรับ 1,290 จุด แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ยังปรับตัวลดลงทำให้แรงรีบาวด์ยังจำกัด อย่างไรก็ดี เราคาดว่าในช่วงท้ายตลาดจะมีแรงซื้อจากแรงซื้อ LTF ซึ่งจะช่วยหนุนให้ตลาดสามารถทรงตัวบริเวณแนวรับได้ สำหรับกลุ่มที่แนะนำให้สะสมคือกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยคาดหวังว่าจะเป็นกลุ่มที่เด่นที่สุดในปี 59 จากการเร่งลงทุนจากภาครัฐ กรมสรรพสามิต เริ่มเก็บภาษีสรรพสามิตรถใหม่ตามการปล่อยก๊าซ CO2-Eco Sticker 1 ม.ค.59 จะทำให้การแนวโน้มการจัดเก็บรายได้จากภาษีรถยนต์เพิ่มขึ้นประมาณ 7-8 พันล้านบาท จากคาดการณ์การจำหน่ายรถยนต์นั่งภายในประเทศปีนี้ อยู่ที่ 7 แสนคัน และในปี 2559 อีกประมาณ 8 แสนคัน โดยจะภาษีรถยนต์ใหม่จะมีผลกับรถยนต์นั่งขนาดกลาง เครื่องยนต์ตั้งแต่ 1,800-2,000 ซีซี เป็นหลัก โดยอัตราภาษีจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไม่เกิน 5% ขณะที่รถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์ และรถซุปเปอร์คาร์อัตราภาษียังอยู่เท่าเดิมสำหรับสต็อกน้ำมันดิบที่เมืองคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมัน เพิ่มขึ้น 423,000 บาร์เรล สู่ระดับ 59.4 ล้านบาร์เรลทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าผลิตน้ำมันในระดับปัจจุบันต่อไป แม้ว่าน้ำมันจะล้นตลาดแล้วก็ตามและสัญญาซื้อขายล่วงหน้าS50Z15 ปิดปรับตัวลดลง 1.5% และ 1.2% ตามลำดับ ด้าน Put DW ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่น PTT28P1602A +21.0% KBAN28P1601A +14.3% SCB28P1602A +11.1% ในขณะที่หุ้นอ้างอิงปรับตัวลดลง -5.2% -2.5% และ -3.1% ตามลำดับ。

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

China’s Challenges: Environment
Credit: Leo Fung

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

Their ability to do so will depend on what they are driving—which remains open to question. For all the talk of the ‘Chinese model,’ nobody can seem to agree whether it’s a juggernaut or a jalopy.

From a purely economic perspective, it looks very much like a juggernaut. Having overtaken Japan and still motoring along at double-digit pace with a fifth of the world’s population on board, the speed and size of China’s GDP is awe-inspiring. But from an environmental viewpoint, it more closely resembles a jalopy—belching fumes, wasting fuel and constantly in need of a radiator refill.

Over the past five years, China has become the world’s biggest energy consumer and greenhouse gas emitter. Its longstanding problem of water scarcity in the north has been compounded by pollution, overuse and drought, to leave an accumulated deficit of more than 200 billion cubic meters.

These problems show no signs of abating without an overhaul. On the latest trends of population growth, rising affluence and energy use, the emissions of the average person in China will surpass those of Europeans within five years and Americans within 10. Demands for water, energy, food and almost every other resource will also intensify, despite warnings that they are already beyond sustainable levels.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Until now, Beijing has managed to avert a crisis with a series of supply-side solutions to provide more water and fuel, while tinkering with the engine mid-drive.

It has embarked on the world’s biggest hydro-engineering project—the South-North Water Diversion Project—to channel rivers to the dry north. It has intensified diplomatic and trade efforts to secure coal, oil, timber and other resources in Australia, Africa and South America—adding to the competitive pressures with the United States. And it has boosted the efficiency of its industrial sector by investing heavily in new power plants and renewable energy.

The upgrade to a sleeker, low-carbon economy is an expensive and difficult task that is a long way from completion, but China appears ready to pay. Last year, it invested $34 billion in ‘clean technologies’ compared to the United States’ $18 billion, according to the World Resources Institute. The two biggest alternative energies—hydro and nuclear—will see a rapid expansion over the next decade, though they too have an environmental cost. Wind energy generating capacity is growing fast (China became number one in this field too last year), but more than a third isn’t yet connected to the grid. Development of solar power, eco-cities and electric vehicles has even further to go, but the government has committed considerable funds to realise these goals.

It has been far less willing to implement demand-side constraints, which is understandable given the relatively low living standards in China compared with developed nations and the fear of social instability if growth slows. Where it has been forced to impose limits—on pollution control—results have been mixed due to corruption, poor governance and the often conflicting goal of economic expansion. Given this background, the Politburo has preferred to set ‘intensity’ targets—for example on energy and carbon emissions—that are pegged to GDP.

But there are signs that this may be changing as the environmental road grows more bumpy, crowded and dry.? Beijing recently imposed its first restrictions on car ownership, cutting new registrations by more than two-thirds to alleviate traffic and pollution problems. Last month, state planners said China would impose a cap on annual water consumption of 670 billion cubic metres, as well as doubling spending on conservation and efficiency measures over the next 10 years.

In the next five-year economic plan—due to be unveiled in March—the government will also introduce pollution reduction targets for nitrogen oxide and ammonia in addition to the existing goals for sulphur dioxide and chemical oxygen demand. Along with a proposed environmental tax, this is likely to add to the costs of industry, but it should mean that China’s notorious smogs finally start to dissipate.

To the frustration of many trade partners—particularly Japan and the United States—the government is also limiting exports of rare earths used in high-tech manufacturing. This is partly justified on environmental grounds—the mining is dirty and China no longer wants to be a supplier of primary resources—but largely because it wants to move up the value chain by keeping those metals for production of home-made technology.

A still cleaner shift of direction, however, would entail an overall target to limit energy use—and by association set a peak for carbon emissions. This radical step is still being debated by five-year planners, who are trying to reduce China’s dependency on coal, which is the main source of greenhouse gas and acid rain, as well as being a blight on agricultural land and river systems. For all its investment in clean technologies, China remains addicted to this dirtiest of fossil fuels, which still supplies 77 percent of the nation’s energy.

Limiting the use of this primary fuel is essential for China and the world. Without this change, there can be no transition from carbon-burning jalopy to high-tech juggernaut and the drivers of the economy will find it harder to maintain control.

Easing off the accelerator now will be far easier than slamming the brakes later on.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Jonathan Watts is the Guardian’s Asia environment correspondent and author of ‘When a Billion Chinese Jump: How China Will Save the World – or Destroy It.’